เก็บเงินไม่ได้ หรือไม่ได้ตั้งใจเก็บกันแน่

ทำไมยิ่งทำงานนานขึ้น ยิ่งได้เงินมากขึ้น แต่เงินที่เก็บได้ มันสวนทางกันล่ะ
นี่คือเป็นคำถามในใจของคนที่ “เก็บเงินไม่ได้” (หรือจริงๆ แล้ว ไม่ได้ตั้งใจเก็บกันแน่)
คงจะมีบ้างแหละ สำหรับคนที่เคยตั้งใจไว้อย่างดิบดีว่า
พอทำงานแล้ว ฉันจะต้องเก็บเงินให้ได้
แต่พอเก็บไปเก็บมา อุ๊ยอันนั้นก็อยากได้ อุ๊ยอันนี้ก็ของมันต้องมี
สุดท้ายเงินที่เก็บไปกองอยู่กับของเหล่านี้จนหมด
แล้วพอกลับมาดูในบัญชีเงินเก็บ “อ้าวไม่เหลือสักบาท”

ที่เป็นอย่างนี้ อาจจะมาจาก เราบริหารจัดการเงินในมือเราไม่ดีพอหรือเปล่า
เรื่องนี้ อาจจะต้องกลับไปลองคิดดู
เพราะอันที่จริงแล้ว ถ้าเราเก็บเงิน จนสามารถมีเงินก้อนซื้อของที่เราต้องการได้
นั่นก็แปลว่า จริงๆ แล้ว ถ้าเราพยายาม เราก็ “เก็บเงินได้”
แต่ที่เราเก็บเงินไม่ได้ เป็นเพราะ เราพร้อมใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่ต้องการ
โดยที่ลืมคำนึงว่า มีเงินไปจ่ายแล้ว ก็ยังคงต้องมีเงินเก็บด้วยนะ

ขอแนะนำสำหรับคนที่พร้อมจ่ายว่า เพียงแค่คุณเริ่มคิด
เงินก็จะไม่กระเด็นออกไปจากกระเป๋าคุณแล้ว
และเพียงแค่คุณหาที่สำหรับ “เก็บให้อยู่”
เงินที่ตั้งใจเก็บ ก็จะได้เก็บและงอกเงยจริงๆ
ส่วนเงินที่เหลือจากความตั้งใจ “เก็บ”
ค่อยนำไปใช้จ่าย

ถ้าตามทฤษฎีแล้ว ก็จะมีคำแนะนำว่า
เมื่อเราได้เงินเดือนหรือรายได้แต่ละเดือนมา
เราควรจะแบ่งเงิน 10% ของรายได้ เพื่อเก็บออม
แต่สำหรับยุคนี้ที่อะไรในชีวิตก็ไม่แน่นอน
หากเป็นไปได้ ก็ควรจะเก็บออมให้ได้ 20% ขึ้นไป

และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เก็บเงินได้ และยังได้ใช้เงินด้วยก็คือ
หักเงินเพื่อเก็บออมทันทีที่ได้เงินมา หรือเร็วที่สุด
เช่น อาจจะเปิดบัญชีเงินฝากไว้อีกบัญชี เพื่อที่เวลาได้เงินเดือนมาปุ๊บ ก็หักเพื่อเก็บเงินออม โอนเข้าไปในบัญชีนั้นเลย
หรือเพื่อให้เงินได้เก็บและทำงานไปด้วย อาจจะตั้งตัดเงินถัวเฉลี่ยรายเดือนเพื่อลงทุนผ่านกองทุนรวม
เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ เก็บเงินอย่างที่ตั้งใจแล้ว
โดยที่การเก็บเงิน อาจจะไม่ได้เก็บรวมเป็นก้อนเดียว แต่อาจจะแบ่งซอยย่อยออกไปได้อีก
ดังนี้
1.เงินก้อนแรก เก็บไว้เป็นสภาพคล่อง เผื่อต้องนำออกมาใช้เวลาฉุกเฉิน (ซึ่งควรเก็บจนมีถึงระดับ 3-6 เท่าของรายได้แต่ละเดือน)
2.เงินก้อนต่อมา เก็บเพื่อเอาไว้ใช้ยามแก่ เก็บยาวๆ ไม่เอาออกมาใช้จ่ายเลย ถ้าเป็นไปได้ ซึ่งก้อนนี้ก็อาจจะใช้วิธีบังคับตัวเอง เก็บผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ก็ได้ จะได้เป็นการบังคับตัวเองไปในตัว แถมได้ลดหย่อนภาษีอีกต่างหาก เพราะกองทุนนี้มีเงื่อนไขการถือครองต้องไม่ต่ำกว่า 5 ปี และต้องถือจนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะเอาออกมาได้ หรืออาจจะไปเลือกใช้การหักเก็บเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เยอะๆ ก็ได้ ในกรณีที่ทำงานแล้วที่ทำงานมีสวัสดิการเป็น PVD อยู่
3.เงินก้อนที่เก็บไว้เพื่อเป้าหมายอื่น เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อมือถือ ฯลฯ

พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่า ถ้าเราเก็บเงินน้อยเกินไป แล้วต้องมานั่งแบ่งเป็น 3 ก้อนขนาดนี้ คงไม่พอแน่ๆ ทางที่ดี ถ้าในระยะเริ่มต้นยังเก็บเยอะมากไม่ไหว
ก็ขอให้เริ่มจากเก็บสภาพคล่องให้ได้มากๆ ก่อน แล้วก็ใส่เงินสำหรับใช้หลังเกษียณไปด้วยพลางๆ อาจเริ่มก้อนนี้ไม่มาก แต่ขอแค่เริ่มเร็ว เงินที่เก็บก็จะมีเวลานานพอในการไปหาผลตอบแทนให้งอกเงย

สุดท้ายนี้ ทุกอย่างจะเป็นได้แค่ ทฤษฎี หรือตัวหนังสือที่ผ่านไป ถ้าเราไม่ลงมือทำ
ดังนั้นข้อสำคัญที่สุด ต้องฝึกตนเองให้มีวินัยในการเก็บออมและลงทุน
แน่นอนว่า คนเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตเป็นเรื่องข้างหน้า
แต่สำหรับเรื่องเงินแล้ว ถ้าปัจจุบันไม่เก็บออมให้ดี อนาคตก็ไม่สามารถดีได้ เพราะผลของอนาคตก็มาจากปัจจุบันนั่นเอง

Story by จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น