หางานทำทั้งที ทำไมต้องเลือกบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นหางานทำ บางคนก็อาจจะเคยได้ยินคำว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) กันมาบ้าง ขณะที่บางคนก็คงไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ซึ่งใครที่เข้าข่ายอย่างหลัง วันนี้โปรดฟังดีๆ เพราะมันจะดีมากๆ หากคุณไปทำงานที่ไหนแล้ว บริษัทนั้นบอกว่า มีสวัสดิการ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ให้พนักงานด้วย

ที่บอกอย่างนี้ ก็เพราะว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เรามีเงินใช้เพียงพอเมื่อวันที่เราเกษียณอายุ ไม่ได้ทำงานแล้ว

บางคนคิดว่า อ้าว ก็ประกันสังคมไง ที่โดนหักไปทุกเดือน นั่นก็มีเงินไว้ให้ตอนเกษียณไม่ใช่รึไง คำตอบก็คือ ใช่ มีเงินส่วนหนึ่ง แต่ส่วนนั้นก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย ถ้าหวังฝากผีฝากไข้วัยเกษียณไว้กับเงินก้อนที่ได้จากประกันสังคมอย่างเดียว ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเพียงพอแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนภาคสมัครใจ บริษัทจะมีให้ หรือไม่มีให้พนักงานก็ได้ ดังนั้นก็อยู่ที่เราซึ่งเป็นคนทำงานแล้ว เวลาสมัครงาน หากมีทางเลือกที่เป็นไปได้ ก็ควรจะเลือกบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC ที่เผยแพร่ล่าสุด ณ เดือน มิ.ย. 2563 คือเมื่อปีที่แล้ว มีนายจ้าง 20,943 ราย ที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนในกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีทั้งสิ้น 765,775 ราย 

สำหรับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจัดเป็นนิติบุคคลที่แยกออกจากตัวบริษัท ดังนั้นจึงหมดกังวลไปได้เลยว่า ถ้าบริษัทนั้นปิดกิจการ เจ๊งไป แล้วเงินกองทุนจะหายไปด้วย เพราะกองทุนนี้จัดตั้งแยกออกจากตัวบริษัทชัดเจน

ส่วนเงินที่ส่งเข้ากองทุน จะถูกส่งเข้าไป 2 ส่วนคือ ส่วนที่นายจ้างใส่เข้ามา เรียกว่า “เงินสมทบ” ซึ่งจะมีให้ตั้งแต่ 2% ของ เงินเดือน ไปจนถึงไม่เกิน 15% lของเงินเดือน ส่วนที่พนักงานอย่างเราใส่เข้าไป เรียกว่า “เงินสะสม” ซึ่งก็สามารถสมทบได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือนเช่นกัน  

โดยส่วนใหญ่แล้ว นายจ้างจำนวนมากจะใส่เงินสมทบแบบเป็นขั้นบันได คือ เมื่อพนักงานทำงานนานขึ้น ก็จะใส่เงินสมทบเพิ่มขึ้น ตามเกณฑ์ที่บริษัทวางไว้ โดยที่บางบริษัทอาจจะมีเงื่อนไขด้วยว่า ต้องทำงานให้ครบกี่ปีเต็มก่อน จึงจะได้เงินสมทบนั้นทั้งจำนวน หากทำงานไม่ครบอายุที่กำหนด ก็อาจจะไม่ให้เงินสมทบ 100%

ขณะที่พนักงาน เลือกได้ว่าอยากจะสะสมเท่าไหร่ ซึ่งเราขอแนะนำว่า หากสามารถสะสมได้เต็มที่ 15% ไปเลยก็จะเป็นประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทให้เลือกนโยบายการลงทุนเองได้ เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนำเงินไปลงทุนได้ระยะยาว การที่ใส่เงินเช้าไปลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถ้าใส่ได้มากพอ และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโต ก็จะทำให้เงินมีโอกาสงอกเงยได้มากทีเดียว

สรุปข้อดีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • เหมือนได้เงินเดือนเพิ่ม จากส่วนที่นายจ้างจ่ายสมทบให้
  • ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เอาไว้ลดหย่อนได้ตอนยื่นภาษีประจำปี
  • ฝึกให้เรามีวินัยการออมเงินอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน
  • ทำให้เงินมีโอกาสงอกเงย จากการที่มีบริษัทจัดการบริหารเงินลงทุนก้อนนี้ให้ ตามนโยบายที่เราเลือก

อย่างไรก็ตาม ถ้าในที่สุดแล้ว งานที่อยากจะทำ หรืองานบริษัทที่เราจะได้ ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจริงๆ ก็ขอแนะนำว่า เราก็ต้องฝึกวินัยการออมของตัวเองได้ ด้วยการไปลงทุนผ่าน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ Retirement Fund (RMF) ซึ่งเป็นกองทุนที่มาพร้อมเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยสามารถนำเงินที่ลงทุนผ่านกองทุนนี้ ไปหักลดหย่อนภาษีได้ในการยื่นเสียภาษีแต่ละปี ซึ่งการลงทุนในกองทุนนี้ ปัจจุบันไม่ได้กำหนดเงินขั้นต่ำไว้ แต่มีขั้นสูงสุดคือ ไม่เกิน 30% ของรายได้ และถ้ารวมกับกองทุนเกษียณประเภทอื่นๆ ที่มีต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี จะเว้นได้ก็แค่ปีเดียว หรือก็คือ ห่างได้มากสุด ปีเว้นปี นั่นเอง

สุดท้ายนี้ ขอฝากข้อคิดสำหรับเหล่าคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานว่า หลายคน เวลาได้รับเงินเดือนแล้วเห็นว่าตัวเองโดนหักเงินไปหลายบาท เพื่อจ่ายประกันสังคม และสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาจจะรู้สึกว่า ตัวเองเหลือเงินใช้จ่ายจริงน้อยจังในแต่ละเดือน แต่ขอให้รู้ไว้ว่า การออมก่อนใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ควรกระทำเสมอ ซึ่งการถูกหักเงินเดือนออกไป เพื่อเข้าไปสู่ช่องทางการออมการลงทุน ดังนั้นเงินก้อนนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่จะกลับมาให้เราไว้ใช้ในอนาคตยามที่เราเกษียณ ไม่ได้ทำงานมีเงินเข้ามาประจำแล้ว และถ้าเราสามารถหักออมเองได้อีกส่วน นอกเหนือจากเครื่องมือเหล่านี้ที่มีอยู่แล้ว ก็จะดีกับตัวเราเองมากๆ

ถ้าไม่เชื่อ ต้องเริ่มลงมือทำดู แล้วจะรู้เอง

Story by จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *