“เรียกค่าไถ่ออนไลน์” ภัยเงียบทำลายความมั่งคั่ง

ในช่วงที่ผ่านมา เราคงพอจะเคยได้ยินข่าว คนเสียรู้โดนหลอกบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น CF สินค้า โอนไว แต่ไม่ได้สินค้า แถมคนขายยังปิดเพจหนี หรือโดนหลอกชวนลงทุนด้วยตัวเลขผลตอบแทนสูงๆ เป็นต้น แต่ยังมีภัยเงียบอีกอย่างที่ทำลายความมั่งคั่งของเราได้ ซึ่งเราควรระมัดระวังไว้ดีๆ เพราะภัยนี้บางทีมันมาแบบที่เราไม่รู้ตัวเลย นั่นก็คือ การเรียกค่าไถ่ออนไลน์

หลายคนอาจจะงง ยังไงล่ะ เรียกค่าไถ่ออนไลน์ ไม่เจอหน้าจะโดนเรียกค่าไถ่ได้อย่างไร ก็ต้องบอกว่า การเรียกค่าไถ่ออนไลน์สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เราออนไลน์อยู่ เราก็อาจจะตกเป็นเหยื่อได้ ถ้าเผลอกดเข้าไปในลิงค์หลอกลวง เพราะมันอาจจะสะกดรอยกลับมายังอุปกรณ์ที่เราใช้ออนไลน์อยู่ เพื่อล็อคข้อมูลทุกอย่างในเครื่องของเรา แล้วเรียกค่าไถ่จากเราเพื่อแลกกับการปลดล็อคและกลับมาใช้งานข้อมูลในเครื่องได้ตามปกติ

หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้น เราอาจจะเป็นเหยื่อทางผ่านที่โจรหวังจะใช้เป็นช่องทางเข้าไปเจาะข้อมูลองค์กรของเรา เพื่อเรียกค่าไถ่กับองค์กร ด้วยมูลค่าเงินมหาศาลก็ได้

Checkpoint.com มีการจัดทำรายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ประจำปีนี้ โดยระบุว่า ในปีนี้กลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่จะเจอกับภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ ซึ่งก็รวมถึงการเรียกค่าไถ่ออนไลน์ ได้แก่

  • กลุ่มที่ทำงานทางไกล ซึ่งมีโอกาสจะโดนจู่โจมเพื่อขโมยข้อมูลหรืออาศัยเป็นทางผ่านเพื่อแทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายได้
  • การใช้งานคลาวด์สาธารณะ หรือก็คือที่เก็บข้อมูลในโลกออนไลน์นั่นเอง ซึ่งมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย ประเด็นนี้ถือว่าเป็นประเด็นหลักที่องค์กร 75% ก็มีความกังวล  
  • การถูกโจมตีด้วย Ransomware หรือที่เรียกว่าโปรแกรมเรียกค่าไถ่ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยพบว่ามีองค์กรใหม่ๆ ทั่วโลกตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นในทุก 10 วินาที
  • การโจมตีอุตสาหกรรมสุขภาพที่กำลังระบาดอย่างหนัก โดยพบว่า มีการโจมตีโรงพยาบาลทั่วโลกเพิ่มขึ้น 45% ในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา
  • การใช้งานบนมือถือ ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของโจรออนไลน์ที่หวังจะอาศัยเป็นทางผ่านในการเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กร โดย 46% ขององค์กรมีพนักงานอย่างน้อย 1 คน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายไว้บนมือถือ

มีข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ การเรียกค่าไถ่ออนไลน์มีแนวโน้มจะระบาดมากขึ้น พอๆ กับการใช้งานคริปโทเคอเรนซีที่เติบโต บางคนอาจจะไม่รู้ว่ามันไปเกี่ยวข้องกันได้ยังไง ก็ต้องบอกว่า เป็นเพราะคุณสมบัติของคริปโทเคอเรนซี คือ ปกปิดตัวตนของคนที่เป็นเจ้าของ จึงทำให้โจรออนไลน์อาศัยคุณสมบัตินี้ในการเรียกค่าไถ่ โดยส่ง Ransomware เข้าไปเจาะระบบ จากนั้นเมื่อเหยื่อตกหลุมพราง ก็เรียกค่าไถ่ โดยให้เหยื่อจ่ายเป็นคริปโทเคอเรนซี เพียงเท่านี้ เหยื่อก็ไม่รู้แล้วว่ากำลังจ่ายให้กับใคร อย่างเช่นบริษัทที่ทำท่อส่งน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า Colonial Pipeline ที่แจ็คพ๊อตแตก เจอเรียกค่าไถ่ออนไลน์ โดยให้จ่ายเป็นบิทคอยน์

เมื่อรู้แล้วว่าบนโลกออนไลน์ก็มีภัยเรียกค่าไถ่ที่น่ากลัว ก็ขอให้ทุกคนจำเอาไว้ว่า จะเปิดลิงค์ หรือไฟล์อะไรที่ได้จากใครมา คิดให้ดี คิดแล้วคิดอีก ว่า ชื่อไฟล์แปลกๆ ไปรึเปล่า แหล่งที่มาของลิงค์นั้นมีความเสี่ยงไหม ต่อให้ส่งมาโดยเพื่อนที่รู้จัก ก็อย่าเพิ่งวางใจ เปิดแบบไม่ตรวจเช็ค เพราะเราไม่รู้เลยว่าเพื่อนเราจะโดนเจาะข้อมูลมาอีกทีรึเปล่า

หรือถ้าเป็นข้อความที่ส่งมาชวนเชื่อว่าได้รางวัล ได้เงิน หรือได้อะไรมาแบบฟรีๆ ให้เราสันนิษฐานก่อนว่า อาจจะเป็นการส่งลิงค์หลอกลวงมา ซึ่งการระมัดระวังก็จะช่วยลดโอกาสที่เราจะถูกเรียกค่าไถ่ออนไลน์ลงไปได้  

ถ้าเป็นไปได้ มีโปรแกรมสำหรับการสแกนไวรัส หรือตรวจสอบลิงค์ว่าปลอดภัยหรือไม่ ก็ควรจะนำลิงค์เหล่านั้นไปตรวจสอบก่อน หรือถ้าจะให้ดี อย่าไปเปิดลิงค์ใดๆ ที่เราไม่แน่ใจเลย

ด้วยความปรารถนาดีจากเราที่ไม่อยากเห็นคุณสูญเสียความมั่งคั่งให้กับโจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์

Story by จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น