Bitcoin จะขึ้นยาวแค่ไหน

                ช่วงนี้เราจะเริ่มเห็นความสนใจใน Bitcoin กลับมาอีกครั้ง หลังจากราคากลับขึ้นไปแตะระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 เหรียญอีกแล้ว แต่หลายคนก็คงอดสงสัยไม่ได้ใช่มั้ยว่า รอบนี้จะไปต่ออีกยาวไหม หรือจะดิ่งพสุธาให้ใจหายวาบอีก

                ในปี 2564 Bitcoin เคยขึ้นไปถึงระดับสูงสุดช่วงเดือน เม.ย. ในระดับมากกว่า 64,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ ด้วยแรงสนับสนุนจากสารพัดข่าวดีที่ถูกอัดเข้ามา เช่น Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla ลงทุนใน Bitcoin และประกาศให้ใช้ Bitcoin ซื้อรถของ Tesla ได้

                แต่ขึ้นทะลุฟ้าไปได้ไม่นาน ก็เจอข่าวลบออกมาต่อเนื่อง เช่น จีนแบนการขุดหรือการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ในประเทศ รวมทั้ง Tesla ก็ออกมาเบรกงดรับ Bitcoin ซื้อรถชั่วคราว จนกว่าจะมั่นใจว่า การขุด Bitcoin ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ทำให้ร่วงลงมาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ เมื่อเดือน ก.ค. 2564 เรียกว่า เวลาผ่านไปเกือบ 4 เดือน ราคาที่ขึ้นจุดสูงสุด ก็ร่วงลงมาครึ่งหนึ่ง

                หลังจากราคาร่วงลงหนัก ก็มีนักลงทุนรายใหญ่กลับเข้ามาซื้อต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวท้าทายเป็นระยะ เช่น ข่าวสภาคองเกรสของสหรัฐฯ เตรียมออกกฎหมายคุมการซื้อขาย Bitcoin แต่นักลงทุนก็ไม่หวั่น อย่างเช่น บริษัท MicroStrategy ที่ออกมาเผยว่า บริษัทเข้าไปซื้อ Bitcoin ประมาณ 3,907 เหรียญ ด้วยเงิน 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 45,294 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ก.ค. – 23 ส.ค. ที่ผ่านมา

                บริษัทนี้มี Michael Saylor มหาเศรษฐีพันล้าน เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งเขาถือครอง Bitoin ประมาณ 108,992 เหรียญ โดยซื้อด้วยเงิน 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีต้นทุนเฉลี่ยที่ 26,769 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ

                แล้ว Bitcoin ก็เดินหน้าสู่ดวงดาวอีกรอบ ทำราคาทะลุ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2564 หลังจากมีข่าวดีมาเพิ่ม เมื่อ PayPal ขยายบริการซื้อขาย cryptocurrency จากเดิมที่ให้บริการในสหรัฐฯ ก็เปิดบริการนี้ในอังกฤษด้วย

                หลังจากแตะ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ ราคาเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังอยู่แถวๆ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐปลาย ๆ ขณะที่ล่าสุดก็มีข่าวดีมาทำให้นักลงทุนเข้าซื้อ Bitcoin อีกครั้ง เมื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมาพูดในช่วงการประชุมประจำปีว่า ขอไม่บอกวันที่ชัดๆ ว่าจะเริ่มลดขนาดการอัดฉีดเงินซื้อสินทรัพย์สภาพคล่องหรือที่เรียกว่า taper เมื่อไหร่ จากที่ปัจจุบันยังคงอัดเงินเข้าซื้อสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่เดือนละ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                คำถามคือ ไปต่ออีกได้ไหม ก็ต้องบอกว่า ราคา Bitcoin ก็คงจะขึ้นลงแบบหวาดเสียวอีกเหมือนที่ผ่านมา ตามข่าวดีและข่าวร้ายที่จะมีออกมาเป็นระยะ ฉะนั้นถ้าคิดจะเข้าไปซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ก็ต้องทำใจยอมรับกับความเสี่ยงสูงมากถึงมากที่สุดที่จะติดดอย ขาดทุน หรือฟันกำไรเต็มๆ ส่วนถ้าจะลงทุนระยะยาว ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ราคา Bitcoin จะเติบโตได้อย่างมั่นคงแค่ไหน ความเสี่ยงก็ยังคงสูงมากเช่นกัน

                สำหรับใครที่ลงทุน Bitcoin อยู่แล้ว คงเข้าใจความเสี่ยงนี้ดี ลงทุนต่อ หรือถอยทัพ ก็ขึ้นอยู่กับว่าราคาขึ้นหรือลงถึงจุดไหนแล้วไหวที่จะรับได้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้ลงทุน Bitcoin แต่เห็นราคาแล้วคันไม้คันมือ อยากกำไรเยอะๆ เวลา Bitcoin ราคาพุ่งแรงๆ อันนี้ต้องแนะนำว่า รับไหวไหมถ้าราคาลงแรงแบบเท่าตัว ถ้าไหว อยากลองก็ไม่ห้ามปราม เพียงแต่เงินก้อนที่นำมาทดลองลงทุน ควรจะเป็นเงินที่เสียไปทั้งหมดแล้วไม่เสียใจ หรือถ้าได้กำไรจากเงินก้อนนั้นมาก็โชคดีไป

                สุดท้าย Bitcoin จะมีมูลค่า น่าลงทุนต่อไปแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของคนทั่วโลกว่า มีคนจำนวนมากแค่ไหนที่รู้สึกเชื่อ และยอมรับว่า Bitcoin ใช้งานในฐานะของเงิน หรือเป็นของมีมูลค่าควรมีเอาไว้ ถ้าคนรู้สึกแบบนี้มากเท่าไหร่ Bitcoin ก็จะยังมีมูลค่านานเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่คนไม่รู้สึกว่า Bitcoin มีคุณค่า

Story by จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *