กองทุนประกันสังคม จ่ายไปแล้วได้อะไร

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย เคยสงสัยกันบ้างรึเปล่าว่า ไอ้ที่เราถูกหักเงินจ่ายประกันสังคมทุกเดือนๆ จ่ายแล้วได้อะไร

ได้แค่สิทธิประกันสังคมเพื่อรักษาพยาบาลรึเปล่า แต่จริงๆ แล้ว เงินที่เราหักไปทุกเดือน ให้ประโยชน์กับเรามากกว่านั้น

ทั้งนี้ ผู้ที่ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ในปัจจุบันถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มแรก ม.33 เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานประจำกับผู้ประกอบการต่างๆ
  • กลุ่มต่อมา ม.39 เป็นคนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนจ่ายเงินเข้ากองทุนตาม ม.33 แล้วก็ออกจากงานมาแล้ว แต่ต้องการส่งเงินประกันสังคมต่อเพื่อต้องการรับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมต่อไป
  • กลุ่มสุดท้าย ม.40 เป็นเหล่าฟรีแลนซ์ คนหาเช้ากินค่ำ ที่สมัครใจส่งเงินประกันสังคมเอง

สำหรับ 3 กลุ่มนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมที่แตกต่างกันออกไป และหลักการจ่ายเงินสมทบก็ต่างกันด้วย โดยในครั้งนี้ เราจะขอกล่าวถึงเฉพาะ กลุ่ม ม.33 ก่อน

สำหรับ ม.33 นั้น แค่นายจ้างมีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ก็ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไปแล้ว โดยในการจ่ายเงินประกันสังคมของกลุ่ม ม.33 กำหนดฐานค่าจ้างเอาไว้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท แปลว่า ถ้าได้เงินเดือนเกินกว่านี้ เวลาหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคมจริงๆ ก็จะหักตามฐานเงินเดือนสูงสุดแค่ 15,000 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติ ที่ไม่ได้มีมาตรการอะไรมาช่วยเหลือเหมือนในช่วงโควิด แต่ละเดือน ลูกจ้างอย่างเราจะถูกหักเงินไป 5% ของค่าจ้าง ส่วนนายจ้างก็ต้องสมทบเงินเข้ามาด้วยเท่ากับลูกจ้างที่ 5% และจะมีรัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 2.75%

สมมติว่า มีเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไป ลูกจ้างก็จะถูกหักเงินออกไปเดือนละ 750 บาท ถ้าในช่วงนั้นรัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรพิเศษออกมาเพื่อหักในสัดส่วนที่ลดลง ส่วนนายจ้างก็จะถูกหักออกไปสัดส่วนเท่ากันที่ 750 บาท และยังมีอีกส่วนคือรัฐบาล ที่จะสมทบเข้ามาอีก 412.50 บาท

เงินเหล่านี้เมื่อสมทบเข้ามาแล้ว จะถูกแบ่งเป็นสัดส่วนเพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ 3 ส่วน คือ ส่วนแรก การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ส่วนที่ 2 สงเคราะห์บุตร และชราภาพ และส่วนที่ 3 กรณีว่างงาน (ตามตาราง)

การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร

ส่วนแรกเป็นเงินสำหรับการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร ซึ่งเวลาที่เราเจ็บป่วยไปโรงพยาบาลใช้สิทธิประกันสังคม ก็คือการใช้สิทธิจากส่วนนี้นั่นเอง โดยจะใช้สิทธิเมื่อเจ็บป่วยได้ก็ต่อเมื่อเราส่งเงินสมทบมาแล้ว 3 เดือน ภายใน 15 เดือน

กรณีทุพพลภาพ ก็เช่นเดียวกัน มีเงื่อนไขว่า ต้องส่งเงินสมทบมาแล้ว 3 เดือนภายใน 15 เดือนโดยถ้าทุพพลภาพอยู่ในระดับความสูญเสียรุนแรง จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย หรือสูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท ไปตลอดชีวิต

สำหรับกรณีตาย ถ้าส่งเงินสมทบครบ 1 เดือน ภายใน 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย จะได้ค่าทำศพ 40,000 บาท พร้อมกับเงินสงเคราะห์กรณีตาย โดยถ้าจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน (3-10 ปี) จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง 4 เดือน ก็คือ ไม่เกิน 30,000 บาท ถ้าจ่ายเงินสมทบ 120 เดือนขึ้นไป (มากกว่า 10 ปี) จะได้เงินสงเคราะห์ 50% ของค่าจ้าง 12 เดือน ก็คือ ไม่เกิน 90,000 บาท

กรณีคลอดบุตร ต้องส่งเงินสมทบมาแล้ว 5 เดือน ภายใน 15 เดือน ถ้าเป็นผู้ประกันตนผู้หญิงก็จะยื่นเบิกค่าคลอดบุตรได้ 15,000 บาท ต่อครั้ง (มีผล 1 ม.ค. 2564 จากเดิม กำหนดไว้ 13,000 บาท) นอกจากนี้ยังมีค่าฝากครรภ์ด้วย และได้เงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร อีก 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (หรือไม่เกิน 7,500 บาท จากเพดานค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาท) เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งในการเบิกเงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร จะเบิกได้จากการคลอด 2 ครั้งเท่านั้น

ถ้าเป็นผู้ประกันตนชาย จะขอสิทธิค่าคลอดบุตร ก็ต้องเอาสำเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาทะเบียนสมรส หรือหนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรส มาเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม โดยจะได้รับเฉพาะค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 13,000 บาท เท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนยังได้ค่าตรวจและฝากครรภ์อีกด้วยรวม 5 ครั้ง 1,500 บาท (มีผล 1 ม.ค. 2564 จากเดิม 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,000 บาท)

สงเคราะห์บุตร และชราภาพ  

ส่วนที่ 2 คือ สงเคราะห์บุตร และชราภาพ  โดยในส่วนของสงเคราะห์บุตรนั้น ถ้ามีลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตร 800 บาทต่อคนต่อเดือน (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2564 จากเดิมกำหนดไว้ 600 บาท) คราวละไม่เกิน 3 คน

ส่วนในกรณีชราภาพ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นเงินก้อนที่ถูกแบ่งเก็บไว้ เพื่อจ่ายให้เราหลังจากที่เราอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้ว โดยในกรณีที่เราสมทบเงินไม่ครบ 180 เดือน หรือประมาณ 15 ปี ก็จะได้รับเป็นบำเหน็จ แต่ถ้าเราสมทบเกินกว่า 180 เดือน จะได้เป็นบำนาญ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ เพดานที่ 15,000 บาท ก็คือได้เดือนละ 3,000 บาทนั่นเอง โดยกรณีส่งเกิน 180 เดือน จะได้เพิ่มมาอีก ปีละ 1.5% หรือ 225 บาทนั่นเอง

กรณีว่างงาน

สำหรับส่วนสุดท้าย คือ กรณีว่างงาน ตรงนี้ถ้าถูกเลิกจ้าง ก็จะได้เงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง (ก็คือไม่เกิน 7,500 บาท คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) ปีละไม่เกิน 180 วัน หรือ 6 เดือน แต่ถ้าเราลาออกเอง ก็จะได้เงินทดแทน 30% ของค่าจ้าง (4,500 บาท) ปีละไม่เกิน 90 วัน หรือ 3 เดือน

ทั้งนี้ ในการให้สิทธิประโยชน์แต่ละส่วนนั้น ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่อีกมาก ซึ่งผู้ประกันตนควรจะรักษาสิทธิของตัวเองด้วยการศึกษาเกี่ยวกับเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์แต่ละส่วนให้ดี เพื่อที่ในอนาคตจะได้ไม่ลืมใช้สิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ โดยใครที่อยากรู้ว่า สิทธิประกันสังคมมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ไปติดตามได้จากคู่มือที่สำนักงานประกันสังคมจัดทำขึ้นได้  (https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/168d83800f111b11586c74980585901b.pdf)

ในส่วนของ ผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 จ่ายสมทบอะไรยังไง แล้วได้อะไรบ้างนั้น จะมากล่าวถึงในครั้งต่อไป

Stroy by จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

You may also like...

1 Response

  1. 17/04/2021

    […] เรามีการเล่าเรื่อง กองทุนประกันสังคม จ่ายไปแล้วได้อะไ… ไปแล้ว […]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น